Posted by: piman007 | 17-07-2009

แม้แต่อัจฉริยะ IQ 170 อย่าง Bill Gates ยังยอมรับว่า การแก้ปัญหาให้มนุษยชาติ ยากกว่าการทำธุรกิจ

สองปีจากวันที่ "บิลล์ เกตส์" รับปริญญา

คอลัมน์ ระดมสมอง โดย ไสว บุญมา sboonma@msn.com
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4121

ช่วงนี้เป็นวาระครบรอบสองปีที่ บิลล์ เกตส์ รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนอายุเกือบ 52 ปี ปริญญาเป็นชนิดกิตติมศักดิ์เนื่องจากเขาทิ้งฮาร์วาร์ดไปก่อนเรียนจบตั้งแต่เมื่ออายุ 19 ปี ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะไป ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ในวันรับปริญญา เขาแสดงปาฐกถาแก่ผู้จบการศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารและแขกของมหาวิทยาลัย ในฐานะศิษย์เก่าที่เรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จสูงยิ่ง หนังสือพิมพ์นี้นำคำแปลของปาฐกถามาลงพิมพ์ในฉบับประจำวันที่ 18 มิถุนายน 2550 (หากต้องการอ่านแต่ไม่สามารถหาหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นได้ อาจส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปขอต้นฉบับจาก ดร.ไสวได้ที่ sboonma@msn.com)

บิลล์ เกตส์ สารภาพว่า เขาทิ้งฮาร์วาร์ดไปโดยไม่ตระหนักแม้แต่น้อยเกี่ยวกับเรื่องความไม่ทัดเทียมกันอันแสนโหดร้ายที่มีอยู่ในโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านสินทรัพย์ ด้านสุขภาพ หรือด้านโอกาส การขาดสิ่งเหล่านั้นสาปทั้งชาวอเมริกันและชาวโลกให้ตกอยู่ในบ่วงกรรมไปตลอดชีวิต เวลาผ่านไปหลายทศวรรษกว่าเขาจะเรียนรู้ว่า เด็กนับล้านคนในประเทศยากจนต้องล้มตายด้วยโรคร้ายซึ่งถูกกำจัดไปจนสิ้นซากจากอเมริกาแล้ว เด็กเหล่านั้นจะไม่ตายหากพ่อแม่มีเงินจ่ายค่ายาเพียงไม่ถึงหนึ่งดอลลาร์เท่านั้น ภาคเอกชนไม่ใส่ใจเพราะระบบตลาดเสรีอันมีกำไรเป็นตัวขับเคลื่อนขาดแรงจูงใจที่จะ ผลิตยาให้คนจน รัฐบาลก็ไม่เหลียวแลเพราะพ่อแม่ของเด็กไร้ซึ่งพลังทางการเมือง

บิลล์ เกตส์ กล่าวว่า ศาสตร์อันก้าวหน้าซึ่งค้นพบในมหาวิทยาลัยจะปราศจากความหมาย หากมันไม่ถูกนำไปใช้ลดความไม่ทัดเทียมกันดังกล่าว ผู้ฟังในที่นั้นล้วนมีพรสวรรค์ มีปัญญา มีเงิน มีโอกาส และมีอภิสิทธิ์ แต่ชีวิตจะไร้ความหมาย หากไม่ใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อการช่วย แก้ปัญหาอันแสนหนักหนาสาหัสของโลก เขาท้าทายให้บัณฑิตใหม่ซึ่งรู้อะไรต่อมิอะไรและมีความพร้อมมากกว่าเขาเมื่อตอนเขาอายุเท่าๆ กับบัณฑิตเหล่านั้น ให้เริ่มคิดช่วยแก้ปัญหาเสียตั้งแต่วันจบการศึกษาไป หลังจาก 30 ปีพวกเขาจะได้รู้สึกว่าชีวิตมีค่าสมกับที่เกิดมาเป็นผู้มีพรสวรรค์ ฯลฯ

ปีนี้ไม่มีรายงานว่า บิลล์ เกตส์ ไปแสดงปาฐกถาในงานประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัย แต่เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ เป็นครั้งคราวถึงความเป็นไปในงานที่เขาทำ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า บิลล์ เกตส์ เกษียณตัวเองจากบริษัทไมโครซอฟท์ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ตอนนี้เขามีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการและทำงานให้บริษัทนั้นสัปดาห์ละหนึ่งวัน โดยไม่มีความรับผิดชอบใดๆ ในด้านการบริหารจัดการของบริษัท การรีบเกษียณตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 53 ปี มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวคือ อุทิศเวลาให้กับมูลนิธิที่เขากับภรรยาตั้งขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ด้วยทรัพย์ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ มูลนิธิของเขามีเป้าหมายในการส่งเสริมการศึกษา แก้ปัญหาความยากจน และประจันกับโรคร้าย เขามองว่าการแก้ปัญหาเหล่านั้นยากลำบากยิ่งกว่าการทำธุรกิจมากนัก เขาจึงต้องการอุทิศทั้งพลังทางกายและมันสมองของเขาซึ่งได้รับการประเมินว่ามี ไอคิวสูงถึง 170 เพื่อความท้าทายใหม่นี้

ในการให้สัมภาษณ์ เขาพูดถึงกิจกรรมของมูลนิธิของเขาบ้างเป็นบางเรื่อง แต่เนื่องจากกิจกรรมเหล่านั้นหลากหลาย จึงจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ ผู้ที่พออ่านภาษาอังกฤษได้อาจเข้าไปดูรายละเอียดในอินเทอร์เน็ตผ่านการค้นหาที่ Bill & Melinda Gates Foundation เมื่อไม่นานมานี้ เขาอ้างถึงการเดินทางไปพบหัวหน้ารัฐบาลและพนักงานรัฐระดับสูงในประเทศต่างๆ เพื่อชักจูงให้ประเทศเหล่านั้นคงการช่วยเหลือประเทศยากจนไว้ แม้ในขณะนี้เศรษฐกิจจะกำลังประสบวิกฤตอย่างหนักก็ตาม เขาสามารถเข้าถึงคนในระดับนั้นได้เพราะเขามีเกียรติประวัติอันโดดเด่น

นอกจากนั้นเขายังพยายามขอความร่วมมือจากมูลนิธิอื่นและผู้มีเงินอย่างต่อเนื่อง ยังผลให้มูลนิธิใหญ่ๆ ให้ความร่วมมือกับเขา เช่น มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้ความร่วมมือในโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อค้นหาเมล็ดพันธุ์พืชอาหารที่ทนทานต่อความแห้งแล้งสูง ส่วนวอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีที่มีสินทรัพย์ในระดับเดียวกับเขาก็บริจาคทรัพย์กว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้มูลนิธิของเขาบริหารจัดการ ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า บิลล์ เกตส์ ไม่ได้ใช้ปาฐกถาสร้างภาพดังที่คนส่วนหนึ่งมักนิยมทำ หากเขามีความจริงใจในสิ่งที่เขาพูด พร้อมกับลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วย

สิ่งที่น่ายินดีในตอนนี้ก็คือ บิลล์ เกตส์ ไม่ใช่คนเดียวที่ลงมือทำในสิ่งที่เขาเชื่อเกี่ยวกับความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และการแก้ปัญหาต่างๆ ชาวโลกจำนวนมากขึ้นก็ทำเช่นกัน บุคคลเหล่านั้นล้วนเป็นสมาชิกใน "สุชนสโมสร" แม้ชื่อของพวกเขาจะไม่ปรากฏในสื่อต่างๆ ก็ตาม บิลล์ เกตส์ และพวกเขา คือ "ภาคที่สาม" ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรักเกอร์ สำหรับผู้ที่อาจไม่คุ้นเคยกับแนวคิดของอาจารย์ ดรักเกอร์เกี่ยวกับเรื่องภาคที่สาม ขอเรียนดังนี้ อาจารย์เชื่อว่าโลกมีปัญหามากมายในแนวที่ บิลล์ เกตส์ พูดถึงภาคเอกชนที่มุ่งแสวงหากำไรย่อมไม่ยอมช่วยแก้ แทนที่ภาครัฐจะช่วยแก้ แต่รัฐบาลของบางประเทศกลับเป็นต้นตอของปัญหาเสียเอง หรือไม่ก็ซ้ำเติมให้มันร้ายแรงยิ่งขึ้น

ฉะนั้นการแก้ปัญหาต้องมาจากภาคประชาสังคมผ่านการเป็นสุชนตามกำลังปัญญา เวลา และสินทรัพย์จะอำนวย อาจารย์เชื่อว่าองค์กรเอกชนและมูลนิธิเพื่อการกุศลจะเป็นหัวจักรของภาคที่สาม ท่านจึงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในตอนปลายชีวิตอันยาวนานของท่านช่วยมูลนิธิเหล่านั้นเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการตามวิธีที่ท่านสอนในมหาวิทยาลัย

กิจกรรมและความเคลื่อนไหวของสุชน หรือคนในภาคที่สาม กำลังต่อสู้กับความเลวร้ายที่อาจทำให้โลกเดินเข้าสู่จุดพลิกผันสำคัญยิ่งในปี 2555 ตามที่ เออร์วิน ลาสซโล พูดถึงในหนังสือชื่อ The Chaos Point : The World as the Crossroads (มีบทคัดย่ออยู่ในประชาชาติธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 8-15 กุมภาพันธ์ 2550 และในหนังสือชื่อ "กะลาภิวัตน์") ลาสซโล เป็นหนึ่งในบรรดาโหรที่ทำนายว่าในปี 2555 จะเกิดเหตุการณ์ครั้งใหญ่ในโลกมนุษย์ เริ่ม ด้วยชาวมายา ตามด้วยนอสตราดามุส และล่าสุดคือ หลวงปู่ฐิติลาโภ ภิกขุ พระสงฆ์ไทยอายุ 108 ปี ซึ่งมีปริญญาจากฮาร์วาร์ด

อย่างไรก็ตาม ลาสซโลเป็นโหรคนเดียวที่มีคำอธิบายว่า เหตุการณ์ใหญ่นั้นจะเกิดขึ้นอย่างไร เขากล่าวว่าปัญหาหนักหนาสาหัสของโลกแสดงออกมาในรูปของปรากฏการณ์ราว 10 ด้านด้วยกัน คือประชากรและความยากจนที่เพิ่มขึ้น ความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง สงครามน้อยใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ การขาดแคลนอาหาร พลังงานและน้ำ สารพิษจากภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และการอยู่กันอย่างแออัด การทำลายชั้นบรรยากาศ การลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียออกซิเจน และความเสี่ยงต่อมหันตภัยอันเกิดจากอุบัติเหตุและการรั่วไหลของพลังนิวเคลียร์ จากน้ำท่วมและพายุร้ายอันเป็นผลของ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ และจากโรคร้ายที่เกิดจากสารพิษที่มนุษย์ทิ้งไว้ใน สิ่งแวดล้อม

ปัญหาหนักหนาสาหัสเหล่านี้เป็นเสมือนน้ำหนักที่สะสมขึ้นบนด้านหนึ่งของกระดานหก ส่วนกิจกรรมและความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของสุชนเป็นน้ำหนักที่สะสมขึ้นบนอีกด้านหนึ่ง กระดานหกจะไปตกทางด้านไหนขึ้นอยู่กับใครจะสะสมน้ำหนักได้มากกว่ากัน ปี 2555 จะชี้ขาดว่ากระดานหกจะไปตกทางด้านไหนอย่างถาวร การไปตกทางด้านแรกหมายถึงโลกจะเดินเข้าสู่ความล่มสลายหายนะ การไปตกทางด้านหลังหมายความว่าโลกจะพัฒนาไปอย่างยั่งยืน แต่โลกมีเวลาเหลือเพียงเล็กน้อย ฉะนั้นโลกต้องการสุชนจำนวนมหาศาลให้ออกมาช่วยกัน แก้ปัญหาที่แสดงออกมาตามปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยต้องออกมาเสียตั้งแต่วันนี้สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น หากยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรก่อน ขอแนะนำว่ากรุณาพิจารณาลดการใช้ทรัพยากรโลก หรือการบริโภคสินค้าและบริการที่เกินความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิตเบื้องต้นลงเป็นอันดับแรก

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q3/2009july09p7.htm


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: