Posted by: piman007 | 03-09-2008

บันทึกลูกผู้ชายคนหนึ่ง

รูประหว่างซ้อมซุ่มโจมตี-รบพิเศษตอนนี้ผมสำเร็จในหลักสูตร ผู้บังคับหมวด เหล่าราบ รุ่น 2251 จากโรงเรียนการกำลังสำรอง ค่ายธนะรัตน์ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์  และเข้าพิธีประดับยศว่าที่ร้อยโท
เป็นที่เรียบร้อยแล้วเหลือเพียงแต่คำสั่งแต่งตั้งยศที่ออกโดยกระทรวงกลาโหมเพียงเท่านั้น
 
ก่อนอื่นอยากจะบอกให้ทราบว่าจริงๆ แล้วผมคือพลเรือนลูกนายทหารคนหนึ่งที่ได้ผ่านชีวิตทดสอบอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ลูกที่คุณพ่อหวังอยากให้เป็นทหาร แม้กระทั้ง
ตัวผมเองก็อยากเป็นแต่เป็นไปไม่ได้เป็นเพราะว่าสายตาสั้นตั้งแต่อยู่ ม.1 ครั้งหนึ่งคุณพ่อซึ่งในขณะนั้นยศพันโท เป็นหัวหน้าแผนกการเงินโรงเรียนเตรียมทหาร สามารถฝากเข้าได้แต่ท่านไม่ทำ
เป็นเพราะว่าท่านต้องการให้ทำอะไรสำเร็จด้วยตนเอง ใช้คติที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใช้ความสามารถมุมานะเอาเอง ตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็น
โรงเรียนที่สอบติดเตรียมทหารเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว คุณพ่อได้แนะว่าอย่าสอบเตรียมทหารเลย เอ็งสายตาสั้น ข้าฝากได้แต่มันจะดูไม่ดีถ้าเอ็งไม่ผ่านตรวจร่างกายหรือผ่านแล้วต้องใส่แว่นตั้งแต่ปีแรก
สิ้นสุดคำพูดก็คือ ถ้าอยากเป็นทหารไปเรียน รด.ก่อน ครับการเข้า รด.ต้องมีการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย จุดที่หนักที่สุดคือวิ่งภายในเวลาที่กำหนด ปกติผมเป็นคนวิ่งเร็วในระยะสั้น ดังนั้นการที่สอบ
วิ่งในระยะทางไกลๆ มันเป็นปัญหาสำคัญของผม แต่ผมเลือกที่จะสู้แม้จะผ่านด่าน Test ร่างกายอันสั้นความเหนื่อยล้ามาหลายด่านแล้วก็ตาม ปรากฎว่าผมใช้เวลา 14 นาที กับอีก 2 วินาที
ซึ่งเกินไป 2 วินาที ติดสำรองหนึ่งครับ
 
ประจวบเหมาะที่เพื่อนทหารเหล่าม้าของคุณพ่อ (หมวกแดง-ป่าหวาย) ยศพันตรีเป็นหัวหน้าชุดในการสอบครั้งนี้ เพื่อนคุณพ่อได้ช่วยให้ติดตัวจริงได้สำเร็จ และตบไหล่กล่าวกับผมว่า
ไม่เป็นไรถ้าเราสู้จนสุดความสามารถแล้ว ลุงก็จะให้เราผ่าน แต่มีข้อแม้อย่างเดียวคือทำอะไรขอให้ทำอย่างเต็มที่และทำอย่างสุดความสามารถ ครั้งนี้ไม่ผ่านครั้งหน้าก็ผ่าน จากวันนั้น
ผมถือคำคำนั้นมาก หลายครั้งที่คุณพ่อไปงานเลี้ยงรุ่นเหล่าม้ามักจะพาผมไปด้วย ก็ได้เจอผู้พันคนนั้นอีกและท่านมักจะกล่าวย้ำคำเดิมๆ ให้ผมฟังทุกครั้ง เมื่อผมจบ รด.ปี 3 ก็สมัครต่อปี 4
และ 5 ตามลำดับถึงแม้ว่าคนอื่นๆ จะเรียนแค่ปี 3 ก็ตาม ผมจำได้ว่าเพื่อนๆ ในสถาบันเดียวกันที่เรียนปี 4-5 ด้วยกันมักจะทำความเคารพโดยการทำวันทยาหัตถ์ทุกครั้งแม้ว่าจะอยู่ในเครื่อง
แบบนักศึกษาก็ตาม และมักจะเรียกผมว่า "ผู้พัน" วันสุดท้ายของภาคสนามปี 5 อันโหดร้ายผมมีความภูมิใจมากที่ประสบความสำเร็จจากเริ่มแรกสถาบันเรามีนักศึกษาวิชาทหารในปี 4 12 นาย
จบปี 5 จริงๆ แค่ 5 นายที่เหลือไม่จบ เพื่อนสนิทที่สุดก็คือ ยิป ซึ่งปัจจุบันทำงานอยู่ กรอ. มน.
 
ครับผมได้เกริ่นนำเท้าความไปบางส่วนแล้ว ใจจริงแล้ว ยศว่าที่ร้อยโท เป็นสิ่งที่รองลงมา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ระยะเวลาที่ผมติดว่าที่ร้อยตรีตอนอายุ 20 ปี กับปัจจุบันอายุ 28 ปีผ่านไป 8 ปี
แล้วเป็นการทดสอบตัวเองในความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ เพื่อนำทักษะดังกล่าวไปใช้ปฎิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จริงอยู่ว่าตอนนี้ผมเป็น Programmer นั่งห้องแอร์
ทำงานสบายๆ ทำไมต้องลงพื้นที่เสี่ยงอันตรายด้วย  นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งที่ผมทนไม่ได้กับคำถามต่างๆ นานาว่าเหตุใดจึงเกิดปัญหา และปัญหาที่ว่านั้นเกิดเพราะอะไร จึงอยู่ถ้าอยากศึกษาก็หาตำรามาอ่าน
แต่นั่นไม่ใช่ผมแน่ๆ มันง่ายเกินไป ผมได้อ่านหลายตำราแล้วมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเกิดอย่างนั้นเกิดอย่างนี้ บางตำรานั่งเทียนเขียน(ความรู้สึกของผม)ก็มี ไม่ได้สาระอะไรขึ้นมา
ที่กล่าวมานั้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อยู่ติดกับบ้านเกิดของผมคือจังหวัดสงขลาซึ่งบางครั้งก็โดนผลกระทบด้วยเช่นกัน ผมจึงได้ฉุกคิดขึ้นว่าเราไม่ทำอะไรเลยเหรอ เราเป็นพลเรือน
ระดับปัญญาชนที่ถูกฝึกเยี่ยงทหาร ทำไมเราไม่เอาความสามารถ ความได้เปรียบในความยืดหยุ่นอันนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ให้รู้ว่างบประมาณที่ผลิตนายทหารสัญญาบัตรหนุน
ซึ่งเป็นกำลังพลสำรองไม่สูญเปล่าไปไหน
ปรกอกับเมื่อปี 2550 ผมได้เข้าไปฝึกโดดหอที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้รู้จักกับ พันจ่าเอก ท่านหนึ่งที่ผมนับถือเป็นครูและเคารพในความคิดของท่านเป็นอย่างมาก
ท่านได้กล่าวว่า อีก 2 วันท่านจะต้องไปประจำที่ อ.บันนังสตา จ.นราธิวาส สาเหตุที่ท่านไปก็คือลูกศิษย์ของท่าน 3 คนเสียชีวิตในหน้าที่ ท่านทนไม่ได้ คำถามที่พวกเราถามท่านไปก็คือ
ไม่กลัวเหรอ ท่านตอบอย่างฉะฉานว่า "ทหารเมื่อใส่เครื่องแบบแล้วกลัวตาย ไปขายไอติมดีกว่า" ท่านพูดต่อว่าคนมุสลิมแท้จริงแล้วเป็นคนดีเป็นคนน่ารัก เราไปเพื่อปกป้องดูแลพวกเขาไม่ให้
หลงผิด
  ผมนับถือครูท่านนี้เป็นอย่างมาก ปีกสีขาวของกองทัพเรือที่ได้รับมาในวันนั้นผมนำมาติดไว้บนเครื่องแบบ ทบ. เพื่อพึงระลึกถึงครูเสมอซึ่งเป็นกำลังใจเป็นอย่างมาก เมื่อยามท้อแท้เพียงไร
ก้มลงมองที่หน้าอกแล้วทำให้มีกำลังใจมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมุ่งสู่ประเด็นการวิเคราะห์ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นหนึ่งในสามข้อที่ผมเลือกเรียนรัฐศาสตร์(การเมืองการปกครอง) ที่ธรรมศาสตร์
การฝึกเลื่อนยศในครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยให้ฝึกความสามารถในการใช้อาวุธและความอดทนต่ออุปสรรคไม่มากก็น้อย สิ่งที่ได้ก็คือยศ ร้อยโท เป็นแค่ผลพลอยได้ที่ทำให้
สามารถปฎิบัติงานได้ราบรื่นในระดับหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่ผมต้องการเพิ่มเติมก็คือทักษะการใช้อาวุธต่างๆ ซึ่งกำลังหาหลักสูตรเรียนเพิ่มเติมในปีที่จะถึงนี้  ณ ปัจจุบันกำลังคิดว่าอาจจะลงหลักสูตร ผบ.ร้อย
อัตราร้อยเอกซึ่งเพิ่มทักษะขึ้นไปอีกระดับก่อนที่จะลงพื้นที่ แต่อาจจะขัดกับกฎข้อระเบียบการครองยศ 3 ปีของแต่ละชั้นยศ เรื่องนี้ต้องขอปรึกษากับทางผู้ใหญ่อีกทีว่าเป็นไปได้หรือไม่ ไหนๆ จะขออาสาแล้ว
ขอนิดนึงก็ยังดี ส่วนจะไปอยู่พื้นที่ใด เป็นพลเรือนหรือทหารเข้าไปปฎิบัติหน้าที่นั้นต้องพิจารณาอีกทีครับ
 
เสริมนิดนึงไม่เคยพูดให้ใครฟัง แต่เคยเขียนไว้เป็นนัยๆ ในวาระโยธินบูรณะครั้นที่เป็นประธานนักเรียน จริงๆ แล้วผมวางเสต็บชีวิตผมไว้ในช่วงอายุต่างๆ ผมได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อนในสมัยเรียนให้ลง สส.
เสียงนั้นคอยกระตุ้นผมอยู่ตลอดเวลา ครั้งนึงในสมัยที่เป็นประธานนักศึกษา และตอนนั้นอยู่ปี 2 ได้เข้าไปฟังบรรยายกับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ตอนที่ท่านยังไม่ได้เป็นายกรัฐมนตรี ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขณะที่ท่านบรรยายเสร็จท่านก็เดินลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมแล้วก็จ้องมองผมอยู่นานมากแล้วก็จับมือกับผม จนเพื่อนๆ ข้างๆ แอบแซวว่า "เมื่อนายกรัฐมนตรี คนที่ ….  เจอกับนายกรัฐมนตรีคนที่ ….. "
เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดและปลื้มเป็นที่สุด
 
ปล.
1. ผมขอไม่อยากโยงใยทางการเมืองนะครับ เพียงแต่เคารพท่านในฐานะที่เป็นอาจารย์ในแง่มุมมองในส่วนดีของท่าน ข้อกล่าวหาใดๆ ผมขอพูดไว้ในที่นี้เลยว่าให้เป็นหน้าที่ของศาลเป็นผู้ตัดสิน คนจะผิดหรือจะถูกกล่าวหาหรือตัดสินกันลอยๆ มิได้
2. ปกติแล้วผมมักจะพูดว่าภาระกิจนี้ผมอาจจะไม่ได้กลับมา นั่นเป็นทริกหรือเทคนิคของผมเองว่า ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผมมักจะกล่าวก่อนเสมอก่อนที่ไม่มีโอกาสได้กล่าว คนเราเกิดครั้งเดียวตายครั้งเดียว
    ผมชอบคำพูดนี้มากและนำมาเป็นคติประจำใจผม "คนเราทุกคนเกิดมาต้องตาย แต่ขึ้นอยู่กับว่าตายอย่างไร"
3. วิธีคิดผมไม่เหมือนคนอื่น กล้าสู้กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องแต่ต้องอยู่ในกรอบระเบียบวินัยเสมอมา แต่เมื่อต้องการให้แหกกฎผมก็ทำได้ สิ่งที่ผมกำลังจะบอกนี่ผมคิดว่าชาติที่แล้วผมคงเป็นทหารญี่ปุ่นมาตายใน
    ผืนแผ่นดินไทยเป็นแน่ เลือดนักรบ เลือดรักชาติ เลือดรักประเทศ มันเหมือนมีพลังออกมาอยู่ตลอดเวลา คุณแม่ผมยังพูดเลยชอบนั่งสมาธิแบบคนญี่ปุ่น ก็ท่าอื่นทำแล้วไม่สบายเท่านี่หน่า อิอิ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ
 
บ้าที่สุด
 
ว่าที่ร้อยโทพิมาน วัชโรบล
03/09/2551
 
Credit:การฝึกหลักสูตร ผบ.หมวด ในครั้งนี้ยกให้ ผู้กองปีเตอร์ แห่ง http://www.ruksadindan.com ครับ

Responses

  1. ฉันเคยอ่านบันทึกลูกผู้ชาย…..อย่างที่ พิมาน เขียน ครั้งหนึ่ง  แม้นจะต่างวัน ต่างเดือน ต่างปี ต่างสถาบันการศึกษา ต่างวิชา ต่างอารมณ์ความคิด
     
    ลูกผู้ชายคนนั้น เขาก็มีจิตที่มุ่งมั่น เหมือนกันกับ  ว่าที่ ร้อยโท พิมาน  นี่แหละ
     
    แม้นตอนนี้เขาจะจากไป  เพื่อผืนแผ่นดินไทยที่เขาอาสาปกป้อง   แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของฉัน   
     
    ขอให้ พิมาน พบ เจอ แต่สิ่งที่พิมานหวัง ว่าจะทำ……บรรยายมันออกมาเป็นตัวอักษร   เผยแพร่ให้ผู้คนได้รู้…
     
    ผู้คนเหล่านั้นจะดู  และเป็นกำลังใจให้  เหมือนอย่างที่พี่(ฉัน) ทำ

  2. หวัดดีน้อง…..หล่อจนจำไม่ได้เลยนะพี่บอล โยธิน 61

  3. ขอบคุณครับ พี่บอล

  4. สวัสดีครับพี่ ขอเป็นกำลังใจให้สำหรับทุกๆความพยายามนะครับ

  5. ติดต่อ กลับด้วย พิมาน pcsonline@hotmail.com


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: