Posted by: piman007 | 28-11-2007

ฝึกภาคสนาม นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 5 ระหว่างวันที่ 7 – 15 ก.พ. 2543

วันแรกผมต้องตื่น ตอนตีสามกว่าๆ เพื่อที่จะไปให้ถึงที่ กรมการรักษาดินแดน (สวนเจ้าเชตุ)เวลา 6.00 น. ผมไปถึงกรมการรักษาดินแดน ประมาณตีห้า ไปถึงที่นั่น ส่วนใหญ่พบกับ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นน้อง พร้อมคิดในใจว่า เรามาเร็วทำไมหว่า ปีห้ายังไม่มีใครมาสักคน พลางก็สะพายล็อกแซ็ก ยืนรอเพื่อนๆ ที่รู้จัก พอซัก 6 โมงเช้าเพื่อนๆ ก็ทะยอยเข้ามา ต่างก็ทักทายว่า พร้อมรึยัง ตัวผมเองบอกว่า ยังไม่ค่อยพร้อม เนี่ยพึ่งจะหายป่วย เลยไม่ได้ออกกำลังกายเลย เพื่อนก็บอกว่า ก็เหมือนกัน เค้าเองไม่สบายยังไม่หายเลย (เท่าที่สังเกตเพื่อนๆทุกคน ต่างป่วยกันหมด เพราะว่าอากาศในกรุงเทพ ช่วงนั้นเปลี่ยนแปลงเสมอๆ)
 
06.15 น. ครูฝึกเป่านกหวีดรวมพล ผมกับเพื่อนมองหน้ากัน ใช่เรียกเรารึเปล่า เพราะว่าปี 5 ยังไม่มีใครมากันเลย แต่เพื่อความแน่ใจ ผมก็เสนอว่า ไปตั้งแถวก่อนดีกว่า แล้วก็พาเพื่อนๆ ไปตั้งแถว ในแถวก็สังเกตปี 5 เหมือนกันแต่เป็นปี 5 ของจังหวัดอื่น ผมยืนอยู่แป๊บนึง ครูฝึกเริ่มที่จะแยกแถว มาหยุดตรงก่อนแถวผมพอดี มารู้ตอนหลังว่า พวกแถวหน้าไปรับ นักศึกษาวิชาทหาร ที่สถานีรถไฟ ที่บ้านโป่ง ผมเลยมองหน้าเพื่อนแล้วพูดว่าดีนะ ที่ไม่ได้ไปก่อน
 
07.30 น. เรียกรวมพลอีกครั้ง แล้วก็จัดขึ้นรถรอเวลารถออกคือเวลา 08.00 น. พอได้เวลาดังนั้น ขบวนเริ่มออกจากกรมการรักษาดินแดน สิ่งที่ผมทำประจำคือ ไหว้ขอพรจากพระแก้วมรกต แล้วก็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่พบเห็นระหว่างทาง ระยะทางจากกรุงเทพถึงกาญจนบุรี ไม่ไกลมากนัก แต่ในครั้งนี้ ผมขอหลับเอาแรงดีกว่า คิดว่าคงจะไปถึง เขาชนไก่ ประมาณ 11.00 น. ตามเวลาที่เคยไปตั้งแต่ ปี 1-ปี 4 ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วมองไปข้างทาง จำได้ว่าถึงตัวจังหวัดแล้ว อีกไม่นาน ก็จะถึงเขาชนไก่ เหลือบไปมองนาฬิกา อะไรกันพึ่งจะ 09.45 เอง ทำไมถึงเร็วอย่างนี้
 
10.10 น. ก็ถึงที่หมายปลายทาง รถขบวนก็ลัดเลาะไปตามถนน เข้าสู่พื้นที่ฝึก แล้วก็เข้าไปส่งยังกองพัน พวกเราคิดว่า โอ้โห ใจดีจัง ไม่ต้องเดิน คงจะเป็นเพราะเราอยู่ ปี 5 แล้วมั้ง
ที่ไหนได้ พอรถจอดปุ๊บมีคำสั่งบอกว่า จับคนช้า 5 นาย ทุกคนก็พากันกรูลงมาจากรถ รีบหยิบสัมภาระของตัว เจอบ้างไม่เจอบ้าง เพราะมันเหมือนๆ กัน
"ช้าๆๆ หมอบๆๆ" เสียงครูฝึกดังขึ้น พวกเราหมอบกันเป็นแถว คลานไปเข้าแถว ฮ่าๆๆๆๆ เริ่มเล่นแล้วเหรอ คงจะแค่นี้มั้ง หลังจากการจัดแถวเสร็จ ครูฝึกสั่งให้วิ่งขึ้นรถ เอ….จะพาพวกเราไปไหนเหรอ รถก็เคลื่อนตัวออกไป ไปยังหน้ากรม อ๋อ มาเคารพพระบรมรูปรัชกาลที่ 6 นั่นเอง
 
แดดที่นั่นร้อนมาก ขณะที่กำลังทำพิธีเคารพพระบรมรูป ร.6 นั่นเอง สังเกตเห็นเพื่อนๆ เป็นลมกันเป็นแถว หล่นไปทีละคนสองคน จนทำให้ผู้พัน ไม่พอใจ พอเสร็จจากเคารพพระบรมรูป ร.6 ครูฝึกก็เริ่ม แยกย้ายแถวออกไป แถวของผมได้ไปก่อนเพื่อน ผมว่าครูฝึกที่นำแถวผมไปใจดี แต่พอเดินไปได้สักพัก ครูฝึกที่ผมคิดว่าใจดีสั่งหมอบ แล้วบอกว่า ไม่มีระเบียบวินัย วิดพื้นท่าเตรียม 20 ครั้ง ปฏิบัติ "โหหหหหห" จากนั้นครู ฝึกก็สั่งลุก แล้วสั่งหมอบอีกครั้ง ไม่พร้อมกัน วิดพื้นท่าเตรียม 10 ครั้ง แล้วก็สั่งลุกอีก แล้วก็สั่งจัดแถว ทีนี้ทุกคนเริ่มเหนื่อย ครูฝึกไม่พอใจ สั่งหมอบอีกครั้ง แล้วสั่งว่า "เห็นต้นไม้ฝั่งนู้นมั๊ย วิ่งไปหมอบตรงนั้น จับคนช้า 5 นาย" ปรี๊ดดดดดด สิ้นเสียงนกหวีด ทุกคนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต แล้วก็หมอบ แล้วครูฝึกสั่งให้คลาน ขึ้นมาบนถนน จากต้นไม้ต้นนั้น ถึงถนนก็ประมาณ 100 เมตร พวกเราก็คลานกันมาตั้งแถวใหม่ แล้วก็สั่งหน้าเดิน พอเดินไปได้สักพักก็โดนหมอบ แล้วก็วิดพื้นอีก ทำไปอย่างนั้นตลอดทางเลย แบบว่าหยุดทำโทษทุก 5 ก้าวเลย แล้วก็มีสั่งให้วิ่ง ทุกคนที่โดนทำโทษก็เหนื่อยพออยู่แล้ว โดนสั่งวิ่งอีก อากาศก็ร้อน มีคนเป็นลมกันระนาว เพราะว่าตอนนั้นประมาณ 11 โมงเกือบเที่ยง แดดร้อนเปรี้ยง ต้นไม้สักต้นก็ไม่มี บางคนเสื้อขาด กางเกงขาดก็ยังมี
 
ตอนนั้นผมนึกถึงอะไรรึเปล่า นึกถึงกำลังใจ ที่ใครคนหนึ่งให้ไว้ ก่อนที่ผมจะไปฝึก (ม่ายบอกว่าครายยยย เจ้าตัวคงรู้ล่ะ :P) ทำให้ผมมีกำลังใจเพิ่มขึ้น
อีกอย่างหนึ่งก็คือ ดาวบนบ่า สิ่งที่ทุกคนใฝ่ฝัน วิ่งบ้างคลานบ้าง วิดพื้นบ้าง มุดท่อบ้าง ทำไปอย่างนี้ ตลอดทางจนถึงที่วางล็อกแซ็ก ระยะทางประมาณเกือบ 20 กิโลเมตร
อากาศตอนนั้นประมาณ 43 องศา ครูฝึกสั่งให้ประจำที่ของตัวเอง แล้วก็พาเดินเข้าไปที่กองพัน ตอนแรกก็สั่งให้สะพานล็อกแซ็ก แต่ครูฝึกก็มีคำสั่งใหม่ว่า ให้ชูล็อกแซ็กขึ้นไป เหนือศรีษะ
โอ้โหหหหห ล็อกแซ็กหนักตั้ง สิบกว่ากิโล เหนื่อยก็เหนื่อย ครูฝึกไม่พอใจอีก สั่งหยุดแล้วก็ให้ กระโดดกบ ไปยังที่กองพัน จากจุดที่กระโดดถึง กองพันก็ประมาณ 500 เมตร
เมื่อถึงกองพันก็สั่งให้ลอดท่อนไม้ ห้ามให้ล็อกแซ็กตกถึงพื้น (ลืมบอกไปว่าที่เขาชนไก่ไม่ได้ร้อนอย่างเดียว แถมยังมีฝุ่นด้วย เหมือนกับอยู่ในทะเลทรายเลย พวกเรามักพูดว่า ที่นี้เปรียบเสมือนนรกบนดิน) แล้วก็ตั้งแถวกลางแดดเปรี้ยงๆ ครูฝึกได้ทำการชี้แจง ครูฝึกถามว่า มีใครจะลาออกบ้าง ก็มีบางคนได้ลาออก ไปก่อนหน้านั้นแล้ว ประมาณ 10 กว่าคน แล้วก็มีที่กองพันอีก 5 – 6 คน เพราะว่าเห็นจากการฝึก ก็คงนึกว่าไม่ไหวเป็นแน่ ผมคิดในใจว่าตัวเราเองจะไหวรึเปล่า คิดดูอีกที อะไรกัน แค่วันแรกก็ท้อแล้ว แล้วก็เป็นปีสุดท้ายแล้วที่จะจบ อุตส่าห์เรียนมาตั้ง 4 – 5 ปี จะเลิกตอนนี้เหรอ กลับบ้านไปตอนนี้ จะมองหน้าคุณพ่อได้เหรอ ยิ่งคุณพ่อเป็นทหารยศพันเอกด้วย ยิ่งไม่มีทางหรอก ยังไงก็มีกำลังใจจาก…. อยู่แล้ว สู้เป็นสู้ ลองดูสิว่าเราสามารถ จะชนะตัวเองได้รึเปล่า จากนั้นครูฝึกก็แจกหมวกเหล็ก แจกปืน โอ้โห หมวกเหล็กเหรอ ร้อนก็ร้อน หนักก็หนัก ปืนอีก เป็นปืน M –1 ไรเฟิ้ล ทั้งใหญ่ทั้งยาว ตอนนี้เค้าเลิกใช้กันแล้ว ลักษณะก็เหมือนกับ ในหนังเรื่องยุวชนทหารครับ แต่ใหญ่กว่านั้นอีก พอใส่หมวกเหล็กรู้สึกได้เลยว่าปวดหัวมึน ทำอะไรไม่ถูก เพราะว่ามันหนัก ฮ่าๆๆๆ ก็ฝึกกี่ปีๆ ไม่เคยต้องใส่หมวกเหล็กเลย จากนั้นก็แยกย้ายทานข้าว เป็นข้าวถาดหลุม เป็นแกงเผ็ด โอ้ยยย ร้อนก็ร้อนให้กินแกงเผ็ดแล้วที่นั่ง ก็ไม่มีต้องนั่งกลางแดด เพราะว่ามีแต่ต้นไม้ต้นเล็กๆ ผมกินได้สองสามคำก็กินไม่ลงเพราะเหนื่อย ร้อน อยากดื่มน้ำมากกว่า แล้วก็เหลือเวลา อีกไม่กี่นาทีด้วยต้องรวมพล เวลาที่เค้าให้ทานข้าว ก็ประมาณ 30 นาที
 
30 นาทีนี้ รวมทั้งกว่าจะเคลื่อนย้ายไปรับอาหาร ตักอาหาร ทานข้าว ทานน้ำ ล้างถาด ทำธุระส่วนตัว หักเหลือเวลาทานจริงๆแล้ว ไม่ถึง 10 นาที จากนั้นครูฝึกก็สั่งให้เข้าเต็นท์ เต็นท์ที่นั่น ไม่ใช่เต็นท์แบบเดินป่าครับ เป็นเพียงผ้าใบผืนนึง ที่กางเป็นรูปเต็นท์ พื้นล่างไม่มี มีแต่ดินกับหิน ที่ทำได้ก็คือ หาผ้าใบมาปูรองนอนเอง พอเข้าเต็นท์แป๊บนึง ก็กลับมารวมพลอีกครั้งนึง เพื่อทำการแยกย้าย ไปฝึกตามฐานต่างๆ ระยะทางจากกองพันไปยังฐานต่างๆ ไม่ไกลหรอกครับ แต่ส่วนใหญ่ครูฝึกจากพอเดินอ้อม ระหว่างที่เดิน ฝุ่นก็เยอะพวกเราสำลักกันใหญ่ บางคนก็เอาผ้ามาปิดจมูก สังเกตได้เลย สักพักผ้าผืนนั้นก็จะแดงแล้วก็ดำ ตามสีฝุ่น ฮ่าๆๆๆๆ ที่สำคัญทุกคนหิวน้ำมาก ระหว่างเดินทางหรือไม่ก็ถ้านั่งเฉยๆ ยังกระหายน้ำเลยเพราะว่า อุณหภูมิ สูงสุดที่นั่น 43 องศา ท้องฟ้าโล่ง แบบไม่มีเมฆสักก้อน ฝนก็ไม่ค่อยตก นานๆจะตกสักครั้ง น้ำในหนึ่งกระติก จะต้องดื่มได้ เป็นวัน แต่พอเข้าป่า ก็จะต้องประหยัดกว่านั้น คือ 1 กระติกจะต้องอยู่ได้ 2 วัน
หลังจากที่ฝึกตามฐานต่างๆ แล้วเราก็กลับกองพัน ระหว่างทาง ถ้าครูฝึกเห็นว่า ไม่เป็นระเบียบ เท้าไม่พร้อมก็จะโดนทำโทษต่างๆ นาๆ วันแรกพวกเราไม่ได้อาบน้ำกัน เนื่องจากเวลาไม่พอ คืนแรกอากาศที่นั่นหนาวมากๆ ประมาณ 14 องศา ช่างต่างกับตอนเช้าซะเหลือเกิน
 
เวลาผ่านไปแล้ว 1 วัน ทุกคนนับว่าเออ… เหลือไม่กี่วันก็กลับบ้านแล้ว “วันไปไม่นับ วันกลับไม่คิด” ตื่นเช้ามาจะต้องออกกำลังกาย ครูฝึกสั่งให้ไปรับปืน
ห๊าาาาาาา ตายๆๆ ไปรับปืนมาวิ่งเข้ากรมแล้วกับมาที่กองพัน ระยะทาง 10 กว่ากิโล วิ่งขึ้นเขาลงเขา แล้วก็ใส่แต่เสื้อยืดด้วย หนาวจะตาย วันแรกที่วิ่งทุกคนไม่ไหว แต่วันถัดมาดีขึ้นเยอะเลย เริ่มชินแล้ว แล้วก็มีเทคนิคต่างๆ งัดกันออกมาใช้ เช่น เราจะไม่วิ่งขึ้นเขา แต่ตอนลงเขาเราจะวิ่ง เวลาวิ่งก็จะร้องเพลงไปด้วย แล้วแต่ว่าใครจะขึ้นท่อนแรก แล้วเราก็จะช่วยร้องกันทั้งหมวด มีเพลงยอดฮิต “คิดถึงแม่” ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก :P~~
 
วันนี้ได้ฝึก ปืน ค.60ด้วย ล่ะ ได้ทำการหาพิกัด ยิงลูกระเบิดให้ไปตก ยังเป้าหมาย แล้วก็ได้สั่งการจริงๆ ผ่านวิทยุสื่อสาร เป็นอันว่าลุ้นว่าจะตก ณ เป้าหมายหรือไม่ ถึงเวลากลางวันอีกแล้ว ต้องกลับไปทานข้าวที่กองพัน เป็นแกงเผ็ดอีกแล้ว โอ้โหหหหหหห กินไม่ลง กินได้สองคำก็เลิก มื้อที่ทานได้น้อยที่สุด คือมื้อเที่ยง มื้อที่ทานได้นาน แล้วก็มีความสุขที่สุด คือมื้อเช้า เพราะว่าอากาศถึงจะเย็นไปหน่อย แบบหายใจแล้ว มีไอน้ำออกมาให้เห็นกันเลย แต่ก็ข้าวร้อนๆ แกงจืดอุ่นๆ มีความสุข แล้วก็ไม่ต้องรีบ เพราะว่าครูฝึกให้เวลามาก
ตอนบ่ายก็ไปซ้อมการยิงปืนในเวลากลางคืน แล้วก็ซักซ้อมการตรวจอาวุธ 15 ขั้นตอน ตกเย็นก็ไปยิงปืน เวลากลางคืน เป็นการยิงปืน HK-33 หรือ ปลยบ.11 เข้าหาเป้า
ฮ่าๆๆๆๆๆ ตอนเย็นๆ ยังเห็นเป้าอยู่เลย พอตกกลางคืนไม่เห็นแล้ว เป้ามันก็ดำ กลางคืนก็มืด สามนัดแรกที่เค้าให้ลองยิงเข้าหมดเลย แต่พอตอนเล็งจริงๆ 12 นัดไม่เข้าเลย ก๊ากกกกกกกกกก
ก็ไม่เห็นนี่หน่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
 
วันที่สาม ได้ไปฝึกหาพิกัดด้วย GPS แล้วก็ตอนบ่าย ก็ฝึกกับระเบิด กับการทำลาย ฐานกับระเบิด เนี่ยสบายที่สุดเลย อยู่ใต้ร่มไม้ แล้วก็มีเครื่องดื่มขาย ซึ่งหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว ตลอดจนครูฝึกก็ใจดี สอนถึงระเบิดชนิดต่างๆ วิธีการติดตั้ง วิธีการกู้ระเบิด แล้วก็สาธิตระเบิดให้ดู เดี๋ยวบึ้ม เดี๋ยวบึ้ม บอกว่าไม่เป็นไรของหลวง ฮ่าๆๆๆๆ สนุกที่สุด ระเบิดซะน้ำกระจายเลย แถมยังเอาสารในระเบิดซีโฟมาจุดไฟให้ดู บอกว่าถ้าไม่มีตัวจุดชนวน ระเบิดก็ไม่ทำงานหรอก วันนี้เริ่มมีอาการเจ็บนิ้วเท้าแล้ว แบบเท้าพอง เพราะว่าเดินมาก วันนี้ตอนอาบน้ำ มีเหตุการณ์ที่ลืมไม่ได้คือ ระหว่างที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น ครูฝึกได้เรียกรวมพล ผมกำลังใส่เสื้อยืดอยู่พอดี ต้องวิ่งไปทั้งๆที่ นุ่งผ้าขาวม้าไปรวมพล คนอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น มาทั้งกางเกงในตัวเดียว ยังมีเลย ตั้งหลายคนแหล่ะ แล้วครูฝึกก็บอกว่า มีคนแอบอาบน้ำในห้องส้วม จะต้องทำโทษทั้งกองพัน แล้วก็สั่งให้ทุกคนหมอบ แล้วก็กลิ้งซ้าย 20 รอบ แล้วก็กลิ้งกลับมารวมพล แบบทุกคนต่างเปียกกันอยู่ก่อนแล้ว แล้วต้องมากลิ้งคลุกฝุ่น กันอีก จากนั้นก็สั่งให้เลิกแถว รีบไปนอน ห้ามอาบน้ำ ผมไม่ค่อยเปรอะ เพราะว่านุ่งผ้าขาวม้า แล้วก็ใส่เสื้อยืดแล้ว ลองคิดดูคนที่นุ่งกางเกงในตัวเดียว จะขนาดไหน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
วันที่สี่เป็นการฝึกยิงปืน ค.60 อีกครั้ง ทีนี้ได้เป็นฝ่ายยิงบ้าง ตอนแรกคิดว่าสิ่งที่ตกออกมาจากปากกระบอกเป็นระเบิดซะอีก ทุกคนแตกตื่นหาที่กลบกันเป็นแถว แต่ที่ไหนได้ ระเบิดจริงๆ เป็นแท่งกลมๆ ตังหาก สิ่งที่ตกหน้ากระบอกปืน เป็นเพียงปลอกแค่นั้นเอง ตอนบ่ายแล้วก็ตอนเย็นเป็นการใช้แผนที่ เข็มทิศในเวลากลางวัน และกลางคืน
วันที่ห้า เป็นวันที่มีความสุขที่สุด เพราะได้ออกไปดูงานข้างนอก ที่ พล ร. 9 ที่นั่นได้จัดการซ้อมรบให้ดูกันจริงๆ ในสนามฟุตบอล แบบยิงกันเห็นๆ แล้วก็มีรถถังวิ่งไปวิ่งมา จากนั้นก็ได้ไปดูงานที่ ป. พัน 19 ไปดูเค้าตั้งยิงปืนใหญ่กันจริงๆ จากนั้นก็ไปเที่ยวที่สะพานแม่น้ำแคว อยากดื่มเป๊บซี่มานานแล้ว ก็เลยซัดไปหลายขวด ฮ่าๆๆๆ แบบหายอยาก ตอนเย็นก็ฝึกเข้าตีในเวลากลางคืน
 
วันที่หก ตอนเช้าไปทำการฝึกซ้อมซุ้มโจมตี แล้วก็เข้าตีในเวลากลางวัน ตอนบ่ายเป็นการซักซ้อมตรวจความพร้อม
วันที่เจ็ด วันนี้ตอนบ่ายได้ไปทำการแสดงการตรวจความพร้อม ก่อนออกรบจริงๆ ต้องไปแสดงท่าอาวุธที่ฝึกกันมาหลายวัน ผู้พันบอกว่าจะต้องทำให้ดี เพราะว่าทำต่อหน้านายทหารชั้นผู้ใหญ่ แล้วก็น้องๆ นักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 4 หญิง แล้วก็ปี 3 ชาย
ผู้พันบอกว่าถ้าทำดี ก็จะให้รางวัลโดยการให้ดื่มเป๊บซี่กันได้ โอเชถ้าอย่างนั้น สุดฝีมือเลยครับ ทุกคนตั้งใจกันทำอย่างดีที่สุด ที่น่าเป็นห่วงคือ การนำของออกมาจากล๊อกแซ็ก แล้วก็จัดเรียง แล้วก็ต้องยกขึ้นชู แล้วกระแทกลงไปให้เสียงดัง เช่น เป้สนาม ทุกคนตบไปที่เป้สนาม แล้วก็ยกขึ้นมาชูไว้ แล้วก็วางลงกระแทกกับพื้น จนฝุ่นฟุ้งกระจาย แล้วเสียงดังมาก พวกนักศึกษาวิชาทหารหญิงชอบใจ ปรบมือกันใหญ่ พอมาถึงหม้อสนาม พวกเราคิดอยู่ในใจว่าห้ามกระแทก เพราะว่าโดนคำสั่งผู้พันว่า ห้ามมีเสียง ถ้ามีเสียงจะโดนทำโทษ หม้อสนาม เราก็ตบไปที่หม้อสนามเบาๆ แล้วก็ทวนคำสั่ง แล้วชูขึ้น แล้วพูดว่า “ครับ” แล้วก็บรรจงวางไปเบาๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ นักศึกษาวิชาทหารหญิง หัวเราะกันใหญ่เลย เป็นอันว่าได้รับคำชมจากผู้พัน แล้วก็ได้ดื่มเป๊บซี่ตามคำสัญญา วันนี้รู้เลยว่าเท้าตัวเองเริ่มเปื่อยแล้ว ก็เลยเอาพลาสเตอร์ยาปิดไว้ เพราะพรุ่งนี้จะต้องเดินทางไกล
 
วันที่แปด ได้เดินทางเข้าป่า ผมเองได้เป็นหัวหน้าชุดยิง ก. ซึ่งพิเศษกว่าคนอื่นที่ว่า ปืนที่ผมได้คือปืน HK-33 หรือ ปลยบ. 11 (คล้ายๆ กับ M-16 แต่ไม่มีหูหิ้วแค่นั้นเอง) ซึ่งยิงได้มีกระสุนแจก แล้วก็เบากว่าปืนที่คนอื่นได้ ซึ่งเป็นปืนที่ใช้ฝึก และก็ยิงไม่ได้ด้วย แล้วทุกคนก็เคลื่อนย้าย ไปวางกำลังตามจุดต่างๆ ห่างจากกองพันประมาณ 20 กม. พอถึงเวลานัดหมายที่ร้อยอื่นเข้าตี ผมก็เริ่มสาดกระสุนออกไปข้างหน้า (กระสุนซ้อมครับ ฮ่าๆๆๆๆ) มันส์เค้าล่ะ คนอื่นได้แต่ทำเสียงปังๆๆๆๆ แต่ผมไม่ต้อง ลั่นไกอย่างเดียว หลังจากเสร็จภาระกิจตรงนั้น เราก็เดินทางไปที่พักในป่า เป็นที่โล่งแจ้ง ห่างจากจุดปะทะเมื่อตอนเย็นประมาณ 6 กม. แต่ละคนต้องนอนดูดาวกัน เพราะว่าไม่มีเต็นท์ให้ ก็ใช้วิธีปูผ้ายางนอน ไม่มีกองไฟ ไม่มีอะไรให้ความอบอุ่นเลย ต้องนอนขดกันเป็นแถว ฮ่าๆๆๆๆ
 
วันที่เก้า เฮ้ๆๆๆๆๆ วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วววววววว ไชโย แต่เราก็อยู่ในป่า ต้องปฏิบัติภาระกิจ เข้าโจมตี ร้อยอื่นบ้าง วันนี้ต้องเดินอีกแล้ว เท้าก็ระบม ต้องปะยางทุกนิ้ว (หมายถึงแปะพลาสเตอร์ทุกนิ้วไง) วันนี้ก็ได้ยิงปืนอีก แต่เราต้องวิ่งเข้าโจมตี ก็เลยเจ็บเท้าใหญ่เลย ฮ่าๆๆๆๆๆ เมื่อตอนเที่ยงเข้าตีเสร็จ ก็ได้รับคำสั่งให้เข้าโจมตีอีกครั้ง ที่เขาแหลม ก็ต้องเดินทางอีกประมาณ 10 กม. ไปยังเขาแหลม ก็ไปปะทะกันอีกครั้งที่นั่นในเวลามืด จากนั้นก็เป็นอันจบภาระกิจ เดินกลับกองพัน ซึ่งห่างจากเขาแหลม ระยะทาง 20 กว่ากิโล
พวกเราเดินรวดเดียวจบ ไม่แวะพักที่ไหนเลย ไม่รู้เดินกันได้อย่างไร สงสัยใกล้จะกลับบ้านมั้ง ก็เลยเดินอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้วไชโยยยยยยย
ตอนเย็นผู้พันได้กล่าวอำลา จบภาระกิจ แล้วก็แยกย้ายไปอาบน้ำอย่างมีความสุข😀
 
วันที่สิบ วันนี้ได้กลับบ้านแล้ว ตื่นเช้ามา ผู้พันได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ อยู่เก็บฐานกับ ขึ้นเขาชนไก่ ไปนมัสการเจ้าพ่อเขาชนไก่ ผมได้ไปกับกลุ่มที่ขึ้นเขาชนไก่ แม้ว่าเท้าจะเจ็บมากก็ตาม ก็พยายามเดินขึ้นไป ทางขึ้นก็ชันมาก แม้จะเป็นถนนให้รถวิ่งก็ตาม รับรองได้เลยว่า รถธรรมดาขึ้นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะว่า ทางขึ้นเกือบตั้งฉาก เอียงประมาณ 70 องศา ต้องวิ่งขึ้นไป แล้วถนนก็ยังทำไม่เสร็จด้วย มีหินทั้งเล็กและใหญ่ ทำให้ตำเท้าเจ็บอีกแล้ว ขึ้นไปข้างบน โหหหหหห บรรยากาศดีมากเลย ได้เห็น ดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วก็ไฟในเมืองราชบุรี แบบสวยมากเลย ตอนลงเนี่ยลำบากกว่าตอนขึ้นอีก เพราะว่าต้องเอาหน้าลง ฮ่าๆๆๆ เจ็บเท้าฮิบเป๋งเลย ผมคิดวิธีใหม่ก็คือ เอาข้างลง ทำแบบนินจาเวลาวิ่งไง ก็ดีนะ ไม่เจ็บแล้วก็ลงเร็วกว่าด้วย
ตอนเที่ยงรถได้มารับถึงกองพัน แล้วก็ได้แยกย้ายกลับบ้านกัน กลับภูมิลำเนา ก็มีหลายจังหวัด เลยต้องมาฝึกร่วมกัน ที่นี่เพราะว่า ที่นี่เป็นที่เดียวที่ฝึก ปี 5
รถได้มาถึงกรุงเทพฯ เวลาบ่าย 3 โมง แล้วก็ทำการเคารพพระบรมรูป ร.6 ที่กรมการรักษาดินแดน (สวนเจ้าเชตุ) แล้วก็กล่าวอำลากัน เพราะเป็นปีสุดท้ายที่ได้พบกัน
 
แล้วก็จะถึงวันสำคัญ ก็คือวันประดับยศร้อยตรี ให้กับทุกคน ซึ่งทุกคนต่างรอคอยวันที่จะถึงอย่างใจจดในจ่อ
พิมาน วัชโรบล6 มิถุนายน 2543

Responses

  1. ติดต่อกลับด้วยนะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: