Posted by: piman007 | 17-08-2007

คดีอาญาในศาลทหารกับศาลอาญา

บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ได้แก่ผู้ใดบ้างนั้น พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฯ
มาตรา ๑๖ บัญญัติไว้ดังนี้คือ

“มาตรา ๑๖ บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร คือ

(๑) นายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ

(๒) นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ เฉพาะเมื่อกระทำผิดต่อคำสั่ง หรือข้อบังคับ
ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร

(๓) นายทหารประทวน และพลทหารกองประจำการ หรือประจำการ หรือบุคคลที่รับ
ราชการทหารตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร

(๔) นักเรียนทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด

(๕) ทหารกองเกินที่ถูกเข้ากองประจำการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้รับตัวไว้เพื่อให้เข้ารับ
ราชการประจำอยู่ในหน่วยทหาร

(๖) พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร เมื่อกระทำผิดในหน้าที่ราชการทหาร หรือกระทำผิด
อย่างอื่นเฉพาะใน หรือบริเวณอาคารที่ตั้งหน่วยทหาร ที่พักร้อน พักแรม เรือ อากาศยาน หรือ
ยานพาหนะใด ๆ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

(๗) บุคคลซึ่งต้องขัง หรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย

(๘) เชลยศึก หรือชนชาติศัตรู ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๑๖ ทั้ง ๘ อนุมาตรา ดังกล่าวนั้น
ขออธิบายเรียงตามลำดับพอสังเขปดังนี้คือ

บุคคลตามมาตรา ๑๖ (๑) ได้แก่ นายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ สำหรับความหมาย
ของ “นายทหารชั้นสัญญาบัตร” ได้แก่ ผู้ซึ่งได้รับยศทหารตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี
ขึ้นไป และหมายความตลอดถึงผู้ซึ่งได้ว่าที่ในยศชั้นนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับทหาร
ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร มาตรา ๑ ข้อ ๑ ส่วนความหมายของ “นายทหาร
ชั้นสัญญาบัตรประจำการ” ได้แก่ นายทหารสัญญาบัตรที่อยู่ในประเภทนายทหารประจำการ
ตามข้อบังคับทหารดังกล่าว มาตรา ๑ ข้อ ๒ (๑) ซึ่งจะต้องเป็นข้าราชการทหาร มีตำแหน่ง
หน้าที่ตามอัตราการจัด โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินประเภทเงินเดือน ตาม
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร ฯ

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๒) ได้แก่ นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ ซึ่งได้แก่
นายทหารชั้นสัญญาบัตรที่มิได้เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการ ตามที่กำหนดไวใน
ข้อบังคับทหาร ว่าด้วยการแบ่งประเภทนายทหารสัญญาบัตร มาตรา ๑ ข้อ ๒ (๒) (๓) (๔)
(๕) และ (๖) ซึ่งได้กำหนดไว้ ๕ ประเภท คือ นายทหารนอกกอง, นายทหารพิเศษและผู้บังคับ
การพิเศษ, นายทหารกองหนุน, นายทหารนอกราชการ และนายทหารพ้นราชการ แต่ทั้งนี้
นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ จะเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ก็ต้องอยู่
ภายใต้เงื่อนไขว่า ได้กระทำผิดต่อคำสั่งหรือข้อบังคับ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย
อาญาทหาร มาตรา ๔ ซึ่งให้ความหมายไว้ ดังนี้

คำว่า “คำสั่ง” นั้น ท่านหมายความว่า บรรดาข้อความที่ผู้ซึ่งบังคับบัญชาทหาร ผู้ถือ
อำนาจอันสมควรเปนผู้สั่งไปโดยสมควรแก่กาลสมัย แลชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย
คำสั่งเช่นนี้ ท่านว่าเมื่อผู้รับคำสั่งนั้นได้กระทำตามแล้ว ก็เปนอันหมดเขตร์ของการที่สั่งนั้น

คำว่า “ข้อบังคับ” นั้น ท่านหมายความว่า บรรดาข้อบังคับแลกฎต่าง ๆ ที่ให้ใช้อยู่เสมอ
ซึ่งผู้บังคับบัญชาทหาร ผู้ถืออำนาจอันสมควรได้ออกไว้โดยสมควรแก่กาลสมัย แลชอบด้วย
พระราชกำหนดกฎหมาย

นายทหารชั้นสัญญาบัตรนอกประจำการ จึงเปรียบเสมือนบุคคลพลเรือนโดยทั่วไป เพราะ
ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของฝ่ายทหาร แต่พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฯ ได้บัญญัติให้
เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เฉพาะกรณีกระทำผิดต่อคำสั่งหรือข้อบังคับเท่านั้น
กล่าวคือ ได้กระทำผิดในข้อหาขัดขืน หรือละเลยไม่กระทำตามคำสั่งหรือข้อบังคับ ตาม
ประมวลกฎหมายอาญาทหาร เช่น ขัดขืนคำสั่งเรียกพลเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม ตาม
พระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯ มาตรา ๓๖ ซึ่งหากนายทหารสัญญาบัตรนอกประจำการ
ขัดขืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามสั่งดังกล่าว นอกจากจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ
รับราชการทหาร ฯ แล้ว ยังคงเป็นความผิดฐานขัดขืนหรือละเลยไม่กระทำตามคำสั่งตาม
ประมวลกฎหมายอาญาทหารอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของคำสั่งนั้น มีความหมายที่จำกัดอยู่มาก เพราะศาลทหารสูงสุด
ได้เคยวินิจฉัยไว้ตามคำพิพากษาศาลทหารสูงสุดที่ ๑๑/๒๕๐๑ ว่า คำสั่งตามความหมาย
มาตรา ๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร ต้องเป็นคำสั่งเพื่อประโยชน์แก่ราชการที่อยู่ใน
อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่สั่งนั้น คำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาสั่งห้ามมิให้จำเลยยิงปืนโดย
ไม่มีเหตุสมควร เป็นคำสั่งที่ให้จำเลยงดเว้นไม่ฝ่าฝืนกฎหมายอยู่แล้ว คำสั่งนี้ไม่ปรากฏว่า
เพื่อประโยชน์ในราชการตามหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่สั่งแต่อย่างใด จำเลยขัดขืนไม่ทำตาม
จึงยังไม่เป็นความผิดตาม มาตรา ๓๐ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๓) ได้บัญญัติถึงบุคคลรวม ๕ ประเภท ดังนี้คือ

๑. นายทหารประทวนประจำการ

๒. นายทหารประทวนกองประจำการ

๓. พลทหารกองประจำการ

๔. พลทหารประจำการ

๕. บุคคลที่รับราชการทหารตามกฎหมาย ว่าด้วยการรับราชการทหาร

“นายทหารประทวนประจำการ” มีลักษณะเช่นเดียวกับนายทหารชั้นสัญญาบัตร
ประจำการ ตามมาตรา ๑๖ (๑) กล่าวคือ เป็นข้าราชการทหาร มีตำแหน่งหน้าที่ตามอัตราการจัด
โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ประเภทเงินเดือน แต่มียศทหารต่ำกว่านายทหาร
ชั้นสัญญาบัตร ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร ฯ

“นายทหารประทวนกองประจำการ” ได้แก่ บุคคลที่เข้ารับราชการตามพระราชบัญญัติ
รับราชการทหาร ฯ โดยได้รับยศเป็นนายทหารประทวนในระหว่างที่รับราชการยังไม่ครบกำหนด
ซึ่งตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯ มาตรา ๙ บัญญัติให้รับราชการในกองประจำการมี
กำหนดสองปี ตามปกติก็จะได้แก่พลทหารกองประจำการที่มีความดีความชอบจนได้รับการ
แต่งตั้งยศทหารเป็นนายสิบ ขณะที่ยังรับราชการไม่ครบกำหนดสองปี

“พลทหารกองประจำการ” ได้แก่ ทหารกองเกินที่เข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ
โดยขึ้นทะเบียนกองประจำการแล้ว และได้รับราชการในกองประจำการจนกว่าจะได้ปลดจาก
กองประจำการ ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯ มาตรา ๔ (๓)
ซึ่งอาจเข้ากองประจำการด้วยการสมัครเข้ามา หรือผ่านการตรวจเลือก

“พลทหารประจำการ” ได้แก่ ทหารที่ไม่มียศทหาร แต่ก็ถือเป็นข้าราชการทหาร เพราะได้รับ
เงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ประเภทเงินเดือน ซึ่งเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “พลอาสาสมัคร”
ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร ฯ มาตรา ๑๒ (๒) สำหรับพลอาสา
สมัครนั้น ตามปกติแล้วมีตำแหน่งอัตราที่จะบรรจุได้ก็เฉพาะแต่ตำแหน่งสารวัตรทหาร หรือ
ตำแหน่งผู้คุมในเรือนจำทหาร

“บุคคลที่รับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร” ตามปกติแล้ว
บุคคลที่เข้ารับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯ นั้น คงจะมีก็แต่ทหารกองเกิน
ทหารกองหนุน และทหารกองประจำการเท่านั้น แต่เนื่องจากทหารกองประจำการได้มีบัญญัติไว้
แล้วในอนุมาตรา ๓ นี้ และทหารกองเกินก็มีบัญญัติไว้ในอนุมาตรา ๕ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
ดังนั้น คงเหลือเฉพาะทหารกองหนุนเท่านั้นที่จะอยู่ในความหมายของบุคคลประเภทนี้ ตาม
ปกติทหารกองหนุน ได้แก่ บุคคลพลเรือน เพราะไม่ได้อยู่ในปกครองบังคับบัญชาของฝ่ายทหาร
แต่ทหารกองหนุนก็มีหน้าที่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร
หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมและในการระดมพล ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯ
มาตรา ๓๖ วรรคแรก ดังนั้น เมื่อทหารกองหนุนได้เข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการ
ดังกล่าวแล้ว ก็จะตกอยู่ในบังคับบัญชาของฝ่ายทหารเมื่อได้กระทำความผิด ก็ถือว่าอยู่ในฐานะ
ที่เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามความหมายแห่งอนุมาตรา ๓ นี้

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๔) ได้แก่ นักเรียนทหารตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งอัน
ที่จริงแล้วกระทรวงกลาโหม มิได้กำหนดว่าอย่างไรจึงจะเรียกได้ว่าเป็นนักเรียนทหาร กระทรวง
กลาโหมกำหนดไว้แต่ในเรื่องของโรงเรียนทหาร ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วย โรงเรียน
ทหาร พ.ศ. ๒๔๙๒ ข้อ ๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุด โดยข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วย
โรงเรียนทหาร (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ.๒๕๓๔ ข้อ ๓ ได้กำหนดไว้ว่าโรงเรียนทหาร มีดังนี้คือ

๑. โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

๒. โรงเรียนนายเรือ

๓. โรงเรียนนายเรืออากาศ

๔. โรงเรียนแผนที่ ของกรมแผนที่ทหาร

๕. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า

๖. โรงเรียนเตรียมทหาร

๗. โรงเรียนประจำเหล่าชั้นนักเรียนนายสิบ

๘. โรงเรียนนายสิบทหารบก

๙. โรงเรียนจ่า

๑๐. โรงเรียนจ่าอากาศ

แม้ว่ากระทรวงกลาโหม จะไม่ได้กำหนดว่านักเรียนทหาร ได้แก่บุคคลเช่นใดบ้างก็ตาม แต่ว่า
ในข้อบังคับกระทรวงกลาโหมดังกล่าว ได้เรียกผู้ที่เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนทหารว่า “นักเรียน
ทหาร” ดังนั้น “นักเรียนทหาร” ตามความในมาตรา ๑๖ (๔) ต้องหมายถึงผู้ที่เข้ารับการศึกษาใน
โรงเรียนทหารที่กระทรวงกลาโหมได้กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตาม นักเรียนทหารนั้นถึงแม้จะได้
กำหนดไว้ให้เป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ตาม หากได้กระทำผิดในขณะที่อายุยังไม่ถึง
สิบแปดปีบริบูรณ์แล้ว ก็จะต้องถูกดำเนินคดีในศาลเยาวชนและครอบครัว

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๕) ได้แก่ ทหารกองเกินที่ถูกเข้ากองประจำการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่าย
ทหารได้รับตัวไว้เพื่อเข้ารับราชการประจำอยู่ในหน่วยทหาร ในการที่ทหารกองเกินถูกเข้ากอง
ประจำการดังกล่าวนั้น ตามปกติเมื่อทหารกองเกินได้รับการตรวจเลือกเข้ากองประจำการแล้ว
ทางอำเภอก็จะออกหมายนัดกำหนดวันเวลานัดให้ไปที่อำเภอ และเมื่อถึงกำหนดนัดทางอำเภอ
ก็จะนำตัวทหารกองเกินทุกรายที่ไปรายงานตัว ส่งต่อไปให้จังหวัดทหารบกดำเนินการขึ้น
ทะเบียนกองประจำการ ซึ่งทางจังหวัดทหารบกจะต้องดำเนินการจัดแบ่งทหารกองเกินเข้ารับ
ราชการตามหน่วยทหารต่าง ๆ ตามที่กองทัพแต่ละกองทัพต้องการ และทางหน่วยทหารที่
ทหารกองเกินจะต้องเข้าไปอยู่ในสังกัดนั้น ก็จะจัดเจ้าหน้าที่ไปรับตัวทหารกองเกินดังกล่าวไป
อีกทอดหนึ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในวันเดียวกัน ตามความเข้าใจของ
บุคคลทั่วไป ก็จะต้องเข้าใจว่าทหารกองเกินได้ขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองประจำการในวันนั้น
แต่ในทางปฏิบัติแล้วการขึ้นทะเบียนกองประจำการยังไม่อาจกระทำได้เรียบร้อยในวันนั้น
โดยที่การเข้ากองประจำการในแต่ละปีจะมีอยู่สองผลัด ผลัดแรกเริ่มจากเดือนพฤษภาคม
และผลัดที่สองเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน ทหารกองเกินที่จะเข้ากองประจำการผลัดที่สอง
ย่อมไม่ประสบปัญหาในเรื่องการขึ้นทะเบียนกองประจำการ เพราะหน่วยทหารยังมิได้รับตัวไป
ในวันนั้น แต่สำหรับทหารกองเกินที่จะต้องเข้ากองประจำการผลัดแรก จะมีปัญหาตรงที่ว่า
เจ้าหน้าที่ของหน่วยทหารจะมารับตัวทหารกองเกินในวันนั้น ซึ่งทางจังหวัดทหารบกไม่อาจ
ดำเนินการทางเอกสารได้ทัน เพราะทหารกองเกินเพิ่งจะผ่านการตรวจเลือกไปได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน
กว่าจะได้หมายเลขประจำตัวทหารกองประจำการ อาจจะต้องใช้เวลาประมาณ ๒ หรือ ๓ เดือน
นับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยทหารรับตัวไป ดังนั้นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา
๑๖ (๕) จึงหมายถึงทหารกองเกินที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยทหารรับตัวไปดังกล่าว เพื่อเข้ากอง
ประจำการ โดยจะเปลี่ยนฐานะจากบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามมาตรา ๑๖ (๕) เป็น
ทหารกองประจำการ ตามมาตรา ๑๖ (๓) ก็ต่อเมื่อได้ขึ้นทะเบียนเป็นทหารกองประจำการแล้ว

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๖) ได้แก่ บุคคลพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ซึ่งจะเป็น
บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ได้ ก็แต่เฉพาะคดีที่ได้กระทำผิดตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมาย
กำหนดโดยกฎหมายถือเอาประเภทของคดีกับพื้นที่ที่กระทำผิดมาเป็นตัวกำหนด กล่าวคือ
พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหารจะเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ ดังนี้ คือ

๑. ได้กระทำผิดในหน้าที่ราชการทหาร โดยไม่จำกัดพื้นที่ว่ากระทำผิด ณ ที่ใด

๒. ได้กระทำผิดทางอาญาใด ๆ ก็ตามที่มิได้เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการทหาร แต่จำกัดพื้นที่
ที่กระทำความผิด โดยผู้กระทำผิดได้กระทำเฉพาะในอาคาร ที่ตั้งหน่วยทหาร ที่พักร้อน ที่พักแรม
หรือในบริเวณสถานที่ดังกล่าว ซึ่งอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ตลอดจนในเรือ
อากาศยาน หรือยานพาหนะใด ๆ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

สำหรับการกระทำผิดอื่นที่มิใช่ความผิดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการ โดยต้องจำกัดพื้นที่ที่มี
การกระทำผิดนั้น พื้นที่ดังกล่าวมีดังนี้คือ

๑. ในอาคาร และบริเวณอาคาร ตลอดจนที่ตั้งหน่วยทหาร และบริเวณที่ตั้งหน่วยทหาร
หากหน่วยทหารมีรั้วรอบขอบชิด ก็จะต้องถือเอาเขตพื้นที่ภายในบริเวณรั้ว หรือกำแพง ซึ่งจะ
ไม่รวมไปถึงบริเวณเขตปลอดภัยในราชการทหาร อันเป็นเขตพื้นที่ที่กว้างออกไปอีก

๒. บริเวณที่พักร้อน ที่พักแรม ที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร เช่น สถาน
พักฟื้นบางปู จังหวัดสมุทรปราการ สถานพักฟื้นสวนสน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สถานที่ตั้ง
แค้มป์ของหน่วยทหารที่ออกฝึกภาคสนาม ก็อยู่ในความหมายตามมาตรา ๑๖ (๖) สำหรับ
แฟลต หรืออาคารบ้านพักของทางราชการทหารอันมีลักษณะเป็นอาคารถาวรนั้น หากอยู่ใน
ความควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ก็จะต้องอยู่ในความหมายของอาคาร ตามมาตรา
๑๖ (๖)

๓. เรือ อากาศยาน หรือยานพาหนะใด ๆ ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ซึ่งสิ่ง
เหล่านี้ก็คือ ยานพาหนะ ที่กฎหมายได้วางหลักการไว้ทำนองเดียวกันกับอาคารที่ตั้งหน่วยทหาร
ที่พักร้อน และพักแรม โดยมีหลักการสำคัญอยู่ว่า สิ่งดังกล่าวอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่
ฝ่ายทหารหรือไม่

ในเรื่องพลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหารตามความหมายของ มาตรา ๑๖ (๖) นั้น
พอจะจำแนกประเภทได้ดังนี้คือ

ประเภทแรก คือ “ข้าราชการกลาโหมพลเรือน” ซึ่งได้แก่ บุคคลที่เข้ารับราชการทหาร
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร ฯ แต่ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งยศ หรือมิฉะนั้นก็ขาด
คุณสมบัติที่จะได้รับการแต่งตั้งยศ

ประเภทที่สอง คือ “ลูกจ้างประจำ” ได้แก่ บุคคลที่ได้รับการบรรจุเข้ามาสังกัดในราชการ
ทหาร ตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วย ลูกจ้างประจำ พ.ศ.๒๕๒๘ ซึ่งมีการกำหนด
ตำแหน่งหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ ๗๙๘/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๑๖
กันยายน ๒๕๒๘การที่จะจ้างลูกจ้างประจำได้นั้น จะต้องมีงบประมาณสนับสนุนและจะต้อง
เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังได้กำหนดไว้ด้วย ซึ่งได้แก่ ระเบียบกระทรวงการคลัง
ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.๒๕๒๕ เหตุผลที่ลูกจ้างประจำเป็นบุคคลพลเรือน
ที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร ก็เพราะว่าลูกจ้างประจำมีตำแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่จะต้อง
อยู่ในความปกครองบังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาทหาร ซึ่งปกครองบังคับบัญชาส่วนราชการ
ที่ลูกจ้างประจำนั้น ๆ สังกัดประเภทที่สาม คือ “ลูกจ้างชั่วคราว” ได้แก่ บุคคลที่ได้รับบรรจุ
เข้ามาทำงานในส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมเป็นการชั่วคราว มีระยะเวลาการจ้างไม่เกิน
หนึ่งปีงบประมาณ โดยการที่จะบรรจุลูกจ้างชั่วคราวได้นั้น ก็จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่
กระทรวงกลาโหมกำหนด ซึ่งได้แก่คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๗๙๗/๒๕๒๘ ลงวันที่ ๑๖
กันยายน ๒๕๒๘ เรื่องลูกจ้างชั่วคราว และคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ ๘๖๙/๒๕๓๕ ลงวันที่
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ นอกจากนี้ยังต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์การบรรจุตามที่กระทรวง
การคลังกำหนดอีกด้วย

ดังนั้น ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ต่างก็อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บังคับ
บัญชาทหาร โดยจะต้องปฏิบัติงานที่เป็นงานของทางราชการทหาร จึงถือได้ว่าเป็นบุคคล
พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร

ประเภทที่สี่ คือ “อาสาสมัครทหารพราน” ที่เรียกคำย่อว่า “อส.ทพ.” ถือว่าเป็นบุคคล
พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร เพราะได้รับการบรรจุเข้ามาเช่นเดียวกับการบรรจุลูกจ้าง
ชั่วคราว มีตำแหน่งหน้าที่ในหน่วยทหารพรานที่ตนสังกัด ตามปกติแล้วหน่วยทหารพราน
แต่ละหน่วยจะประกอบด้วยทหารประจำการส่วนหนึ่ง และอาสาสมัครทหารพรานอีกส่วนหนึ่ง
อาสาสมัครทหารพราน ได้รับการบรรจุเข้ามาโดยได้รับค่าตอบแทน ตามระเบียบกระทรวง
การคลัง ว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าตอบแทนอาสาสมัครทหารพราน พ.ศ.๒๕๒๗ สำหรับคุณสมบัติ
ของผู้ที่จะได้รับการบรรจุเข้ามาเป็นอาสาสมัครทหารพราน ก็จะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน
คำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ ๑๔๘/๒๒ ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๗) ได้แก่ บุคคลซึ่งต้องขังหรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่
ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น บุคคลที่ต้องถูกจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาลตามคำสั่ง
ของศาลทหาร ได้กระทำผิดอาญาขณะต้องโทษจำคุกอยู่ในเรือนจำทหาร ผู้ที่ถูกกักตัวไว้เพื่อ
สอบถามตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ฯ มาตรา ๑๕ ทวิ พยานที่ถูกออกหมายจับและถูก
จับตัวมาได้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้กักขังไว้ก่อนเข้าเบิกความในศาลทหาร ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๑ (๒) เมื่อได้กระทำผิดขณะที่ถูกกักขัง

บุคคลตาม มาตรา ๑๖ (๘) ได้แก่ เชลยศึก หรือชนชาติศัตรูที่อยู่ในความควบคุมของ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ซึ่งเป็นอนุมาตราสุดท้าย ของบทบัญญัติที่ว่าด้วยบุคคลที่อยู่ในอำนาจ
ศาลทหาร

“เชลยศึก” ได้แก่ ราชศัตรู หรือข้าศึก ที่ฝ่ายทหารของเราจับตัวมาได้จากการสู้รบ

"ชนชาติศัตรู" ได้แก่ ชนชาติแห่งรัฐที่เป็นศัตรู หรือมีกรณีพิพาทกับรัฐบาลของเรา อาจจะยัง
ไม่ถึงขั้นสู้รบกัน อาจจะอยู่ในขั้นที่ติดสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันก็ได้


Responses

  1. คุณทำหั้น เรา มี การ บ้าน ส่ง Teacher
    ขอบ คุณ คุณ มาก มาก ค่ะ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

%d bloggers like this: