แม้ว่าคนไทยจะคุ้นชินกับสภาพอากาศและอุณหภูมิที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน แต่ก็ต้องระวังสุขภาพเป็นพิเศษ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขคาดการณ์ฤดูร้อนปีนี้จะมีผู้ป่วยโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกประมาณ 150-400 คนต่อเดือน และมากที่สุดในเดือน เม.ย.-พ.ค. พร้อมเตือนให้ระวัง 4 อาการที่มาพร้อมกับแดดแรงๆ อากาศร้อนอบอ้าว

1.ลมแดด (ฮีสโตรก)

คือภาวะวิกฤตที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้ ซึ่งเกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูงจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน นักกีฬา หรือทหาร โดยจะรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืด หากมีอาการรุนแรงตัวจะร้อนจัดเหงื่อไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียร ปวดศีรษะ เป็นลม อาจถึงแก่ชีวิตได้

2. เพลียแดด

มีอาการคล้ายลมแดด แต่อาจจะยังไม่ถึงขึ้นมีอาการชักหรือเป็นลมล้มพับ อาการเพลียแดด สามารถเป็นได้ตั้งแต่ปวดศรีษะมึนหัว บ้านหมุน หน้ามืด อ่อนเพลีย หมดแรง คลื่นไส้ ถึงจะยังไม่หมดสติ แต่การขาดสติสัมปะชัญญะไปบางส่วนอาจเกิดอันตรายระหว่างทำงานหรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น เพลียแดดระหว่างทำงานกับเครื่องจักรกลหรือระหว่างขับรถ

3.ตะคริวแดด

สำหรับนักวิ่งหรือคนที่ชอบวิ่งออกกำลังกายลักษณะอาการเหมือนกับตะคริวธรรมดา กล้ามเนื้อกระตุก เกร็งและรู้สึกปวด เจ็บในบริเวณที่เป็นตะคริวมากจนวิ่งต่อไปไม่ไหว อาการตะคริวที่พบมักเป็นช่วงขา แขน และหลัง หากมีอาการตะคริวแดดให้หยุดวิ่ง อยู่นิ่งๆ แล้วค่อยๆ ดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผลไม้ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย ชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป

4.ผิวหนังไหม้เกรียมแดด

บางครั้งงานหรือกิจกรรมกลางแจ้งความสนุกอาจทำให้เราลืมดูแลผิว และไม่ได้ทาครีมกันแดด ซึ่งเป็นสาเหตุของผิวหนังไหม้เกรียมแดด ผิวลอกแสบ นอกจากเจลเย็นๆ แก้ผิวไหม้ที่มีขายแล้วว่านหางจระเข้ก็ช่วยทำให้ผิวดีขึ้นได้ แต่ดีที่สุดคือ การป้องกันด้วยเสื้อผ้า หมวก หรือแว่นตา

 

ที่มา: WORK & LIFE M2F วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2560

เครือธุรกิจใหญ่ๆ ทั่วโลกเวลานี้ เริ่มเปิดเผยแผนการประยุกต์ใช้นวตกรรมต่างๆ ในการดำเนินงานขององค์กรอย่างเอิกเกริกมากขึ้น ซึ่งมีทั้งใช้ดำเนินการภายใน แต่ส่วนใหญ่จะมักเกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้าโดยนวัตกรรมเหล่านี้มักมาในรูปแบบของผู้ช่วยอัจฉริยะหรือหุ่นยนต์ ซึ่งที่ผู้คนรู้จักดี เช่น ระบบผู้ช่วยส่วนตัว Siri ของแอปเปิ้ล Alexa ของอเมซอน หรือ AlphaGo ของ Alphabet บริษัทในเครือของกูเกิล ที่เอาชนะเซียนหมากล้อม หรือโกะตัวจริงเมื่อปีที่แล้ว ชนิดที่สะท้านวงการเกมกันเลยทีเดียว

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีประเภทนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่เรียกว่า Chatbot (แชทบอต) หรือโปรแกรมเทคโนโลยีที่สื่อสารกับมนุษย์จริงๆ ได้ ฟังก์ชั่นการทำงานของแชตบอตที่รู้จักกัน คือช่วยค้นหา ให้คำตอบหรือจดจำข้อมูลเพื่อการประมวลผลในภายภาคหน้าในโปรแกรมเดียวกัน หรือโปรแกรมอื่นๆ หรือสั่งการทำงานต่างๆ เช่น ซื้อของโดยแอพพลิเคชั่นประเภทรับส่งข้อความก็รวมอยู่ในกลุ่มแชทบอตด้วย เพราะธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ช่องทางนี้ในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่ให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านช่องทางนี้ได้

ประเด็นเหล่านี้กำลังเป็นที่จับตาว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้แต่ธุรกิจเล็กๆ ก็จะใช้ระบบอัจฉริยะเข้ามาทำงานแทนหรือร่วมกับคนเช่นกัน ขณะที่เว็บไซต์ด้านธุรกิจและนวัตกรรม Inc. มองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยยกตัวอย่างคร่าวๆ จากสถานการณ์ปัจจุบันว่าผู้คนทั่วโลกในปัจจุบันเองก็คุ้นเคยกับโปรแกรมอัจฉริยะในระดับสูงอยู่แล้ว

1.ผู้คนกว่า 1,400 ล้านคนใช้แอพพลิเคชั่นรับส่งข้อความ จากข้อมูลสำรวจโดยบริษัทวิจัยการตลาด eMarketer จำนวนนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1,750 ล้านคน ในปี 2019 ด้วย

2. มนุษย์พร้อมจะสือสารกับแชทบอตแล้ว รายงานโดยบริษัทให้บริการด้านสื่อและการตลาด Mindshare พบว่า ผู้คนมากถึง 63% เลือกแลกเปลี่ยนข้อความกับโปรแกรมแชทขององค์กร ขณะที่ผลสำรวจของเอเยนซี่ myclever พบว่าผู้คนใช้แชทบอตเพราะให้ข้อมูลด่วน

3. ลูกค้านิยมติดต่อกับบริษัทผ่านโปรแกรมแชทมากกว่าการโทรพูดกันที่ต้องใช้เสียง หรือเขียนโต้ตอบทางอีเมล ซึ่งได้การตอบรับช้ากว่า

4. นับตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว มีโปรแกรมแชทบอตถึง 30,000 โปรแกรมในเฟซบุ๊ค ซึ่งใช้งานโดยคนหลายล้านคนจาก 200 กว่าประเทศ

5. ลูกค้ายินดีที่จะทำการซื้อขายผ่านแชทบอต จากข้อมูลของเอเยนซี่ด้านการตลาดและเทคโนโลยี DigitasLBi ชี้ว่าชาวอเมริกันถึง 37% รู้สึกโอเคที่จะซื้อสินค้าหรือบริการผ่านระบบอัตโนมัติ โดยเฉลี่ยแล้ว ลูกค้ายังใช้จ่ายถึง 55 เหรียญสหรัฐต่อการซื้อขาย 1 ครั้ง และชาวอังกฤษ 1 ใน 3 ยังชอบซื้อสินค้าพื้นฐานอย่างอาหาร หรือเสื้อผ้า ผ่านโปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติด้วย

6.เสียหายหลายแสนถ้าแชทบอตไม่เวิร์ก รายงานของ DigitasLBi ชี้อีกเช่นกันว่า ชาวอเมริกันถึง 73% จะไม่ติดต่อธุรกรรมผ่านโปรแกรมแชทขององค์กรนั้นๆ อีกหากเจอประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ดี ขณะที่ Mindshare พบว่าคนมากถึง 61% จะหงุดหงิดมากกว่าถ้าโปรแกรมทำงานผิดผลาดหรือแก้ไขปัญหาให้พวกเขาไม่ได้ เมื่อเทียบกับพนักงานที่เป็นคน

7.ลูกค้าอยากฟังคำแนะนำจากระบบอัตโนมัติ DigitasLBi พบว่า ลูกค้า 37% จากจำนวนทั้งหมด และ 48% จากกลุ่มลูกค้ายุคมิลเลนเนียล พร้อมรับฟังคำแนะนำจากแชทบอต โดย 22% เป็นลูกค้าของร้านค้าปลีก 20% จากธุรกิจที่พักโรงแรม 18% จากธุรกิจท่องเที่ยว 12% จากธุรกิจยา และ 9% จากธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์

8.แชทบอตจะเหมือนกับมนุษย์จนแยกไม่ออก ในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือปี 2029 เรย์ เคิร์ตเวล นักประดิษฐ์และวิศวกรเชิงสร้างสรรค์นวัตกรรมของกูเกิลพยากรณ์ว่า แชทบอตจะมีความสามารถทางภาษาเทียบเท่ามนุษย์เขาเชื่อว่า “มนุษย์ที่ติดต่อทำธุรกรรมสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกัน สามารถทำสิ่งนี้ได้เช่นเดียวกับหุ่นยนต์ในปี 2029 อีกทั้งยังสามารถคุยเรื่องจิปาถะก่อนเข้าเนื้อหาสาระได้ด้วย” ซึ่งจุดนี้เป็นความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะปัจจุบันผู้บริโภคถึง 75% ยังมีความต้องการรู้ว่าพวกเขากำลังคุยอยู่กับคนหรือหุ่นยนต์กันแน่

 

ที่มา : WORK & LIFE M2F วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560

 

หน้าร้อนแวะเวียนมาอีกรอบ เราจะบรรเทาความร้อนกันอย่างไร? แอร์คือคำตอบที่ดีที่สุดแต่เราต้องใช้มันให้เป็น มิเช่นนั้นมันจะไม่เย็นพาลนึกว่าแอร์เสียแซะนี่  มาดูโหมดการทำงานโดยทั่วๆ ไปของแอร์กัน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีอยู่ด้วยกัน 4 โหมดหลักๆ แต่แอร์รุ่นใหม่มักฉลาดขึ้น มีทั้ง ECO mode, Hi Power, SLEEP ต่างๆ นานา

Auto Mode

สัญญลักษณ์ : บางเครื่องเป็น 4 เหลี่ยมมีลูกศรชี้วนไปมา บ้างเครื่องเป็นลักษณะวงกลมซ้อนกันคล้ายรูปใบพัด

เหมาะสำหรับ : คนขี้เกียจให้ กดปุ่มเปิด/ปิด ให้แอร์มันคิดเอง ปกติโหมดนี้ในอุดมคติจะลดอุณหภูมิให้เราลงจากอุณหภูมิภายนอก 3 องศาซึ่งเพียงพอต่อร่างกายได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและความสบาย แต่มักจะมีบางคนมักบ่นว่ามันไม่เย็น 555 ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

Auto Mode หรือบางเครื่องจะเขียนว่า I Feel Control อันนี้จะเป็นโหมดที่ตามบ้่านใช้กันเยอะที่สุด เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ แอร์จะปรับอุณหภูมิและความเร็วของพัดลมอัตโนมัติ ตามเซ็นเซอร์และความอัจฉะริยะของแอร์ที่แลกมาด้วยเม็ดเงิน ว่าไปนั่น หรือที่เรียกให้แอร์คิดเอง

จุดเด่นคือ เมื่อแอร์เปิดใหม่ๆ พัดลมจะหมุนเร็วเพื่อระบายอากาศลดกลิ่นอับของแอร์ทำให้ให้ห้องเย็นเร็ว และเมื่อห้องเย็นแล้วมันก็จะปรับความเร็วรอบลดลงให้อย่างอัตโนมัติ โดยโหมด auto นี้มันจะสลับการทำงานระหว่างโหมด Dry และ โหมด Cool ให้เราเอง  2 โหมดที่ว่านี้เป็นอย่างไรมาดูกันต่อ

Cool Mode

สัญลักษณะ : รูปผลึกน้ำแข็ง หรือผลึกหิมะ

เหมาะสำหรับ : ช่วงที่อากาศร้อนจัด เราต้องการความเย็นตามใจเรา

Cool Mode เป็นโหมดการทำงานที่ตรงไปตรงมา การทำความเย็นนั้นขึ้นอยู่กับอุุณหภูมิที่เราปรับไว้บนรีโมท ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าได้ทั้งอุณหภูมิ และความเร็วของพัดลม เมื่อแอร์ทำให้ห้องมีอุณหภูมิถึงจุดที่เราตั้งไว้แล้ว แอร์จะหยุดทำงานครู่หนึ่งแล้วจะเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

Dry Mode

สัญลักษณ์ : รูปหยดน้ำ

เหมาะสำหรับ : ควบคุมความชื้นของอากาศเหมาะมากในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นในอากาศสูงทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว

Dry Mode จะทำงานคล้ายกับ Cool Mode แต่แอร์จะมีหน้าที่พิเศษคือรีดความชื้นของอากาศออกไป แต่ความเย็นและพลังลมที่ออกมานั้นเราจะดูเหมือนว่าไม่สะใจ แต่รู้สึกได้ว่าสบายตัวขึ้น อันเนื่องจากความชื้นในห้องที่เปิดแอร์ลดลงนั่นเอง  ข้อสังเกตอีกอย่างถ้าเปิดแอร์ระบบนี้ท่านจะพบว่าปลายท่อน้ำทิ้งของแอร์จะมีน้ำไหลออกเป็นจำนวนมา นั่นก็เพราะแอร์กำลังรึดน้ำออกจากอากาศเพื่อให้ความชื้นในอากาศลดลง

Fan Mode

สัญลักษณ์ : รูปใบพัดพัดลม

เหมาะสำหรับ : ใช้แอร์แทนพัดลม/ลดกลิ่นอับชื้นของแอร์

Fan Mode : โหมดนี้แอร์จะทำงานแค่พัดลม ลมที่ออกมาจากแอร์นั่นก็เป็นลม ณ อุณหภูมิห้องปกติไม่ใช่ลมเย็นๆ เหมือนโหมดอื่นๆ เราสามารถตั้งค่าได้เฉพาะปรับความเร็วลมเท่านั้น อ้าวแล้วประโยชน์ของมันล่ะ เปืดพัดลมธรรมดาไม่ดีกว่าหรอกเหรอ ผมขอบอกว่าจริงครับ แต่ประโยชน์อีกข้อของมันก็คือเหมาะสำหรับลดกลิ่นอับชื้นของแอร์ เนื่องจากที่กล่าวมาแอร์ทำงานโดยรีดน้ำออกจากอากาศดังนั้นเรามักจะพบว่าบนแผงคอล์ยเย็นที่อยู่ด้านในห้องมักจะมีน้ำเกาะหลงเหลืออยู่ในระบบทำให้มีกลิ่นอับชื้นไม่พึงประสงค์ กลิ่นมันประมาณผ้าขี้ริ้วเปียกน้ำนั่นล่ะ การที่เราเปิดพัดลมแรงๆ ก็สามารถช่วยให้น้ำที่สะสมบนแผงคอล์ยเย็นหายไป
และที่สำคัญแอร์รุ่นใหม่ๆ มักจะมีระบบฟอกอากาศในตัวทำให้อากาศสดชื่น เหมาะสำหรับหน้าหนาวที่เราต้องการเฉพาะลมก็พอ

วันนี้เกิดปัญหาข้อมูลรายงานเป็น 0 ซึ่งถือว่าเป็นสถานะการณ์ที่ผิดปกติมาก ปกติมันก็มีข้อมูลอยู่ทุกวันนี่หน่า  ไล่ไปไล่มา Program เรียกใช้ Function  ใน Database

ตอนแรกคิดว่า ติดเรื่อง Synonym ให้กับ rule  ADM   (ที่ทำงานผมให้แยกระหว่าง DBA และ ADM,  ADM ใช้สำหรับโปรแกรมเรียกใช้งานผ่านตัวนี้เพราะเรื่องของสิทธิ์และ Security)

บอกน้องในทีม OK  งั้น Create Synonym ให้กับ Function ก็แล้วกัน

ลองเรียกใช้ มันก็ติดประเด็นอีก เรียกไม่ได้   OK Grant สิทธิ์ให้ Role ก็แล้วกัน  แต่ด้วยสิทธิ์ของ Developer อย่างพวกผมทำไม่ได้ ก็ต้องพึ่งใบบุญจาก DBA  เลยสั่งให้น้อง e-mail ไปบอก

เวลาผ่านไปสักพัก มีข้อความตอบกลับมาว่า

db2 ไม่สามารถ create synonym ให้กับ function ได้ครับ

 

ในกรณีนี้คงต้อง deploy function SUM_STATUS_BRANCH ด้วย schema ADM เพิ่มครับ ถึงจะสามารถ run statement ดังกล่าวได้ครับ

DB2 ทำพิษอีกแล้วเรา 555+

Dexron ATF – Automatic Transmission Fluid ซึ่งเป็นน้ำมันสำหรับเกียร์อัตโนมัติที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมาก ได้รับการเลือกให้นำไปใช้กับเกียร์อัตโนมัติของรถยี่ห้อต่างๆ กว่า 70% ของโลกแห่งเกียร์อัตโนมัติก็ว่าได้ ส่วนน้ำมัน ATF ชนิดอื่นๆ ที่เหลืออยู่ในสัดส่วนอีก 30% ได้แก่ Ford Type (Mercon) / Audi-VW ATF / Mopar ATF (Chrysler) / Hondamatic และ Diamond ATF (Mitsubishi) ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่จะผลิตใช้อยู่ในแวดวงเฉพาะ ใช้งานกับรถยี่ห้อนั้นๆ เป็นหลัก
เมื่อเป็นดังนี้ ลองมาดู Dexron ATF ที่ GM – General Motors เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์น้ำมัน ATF ชนิดนี้อยู่ ที่แน่ๆ คือ GM จะใช้ Dexron ATF กับรถในเครือของตัวเองคือ แคดิแลค โอล์สโมบิล บิวอิค พอนทิแอค จีเอมซี เชพโรเล่ท์ โฮลเด้น โอเปิล วอกซ์ฮอล ซ๊าบ และแซทเทิร์น เป็นต้น ซึ่งในยุคแรกที่ GM ออก ATF มานั้นคือ Dexron แต่ถ้าจะเรียกให้เต็มยศก็ต้องเรียกกันว่า Dexron ATF Type ใช้เซอร์วิสมาตั้งแต่ยุค 50’s – 60’s คุณสมบัติของ Dexron ยุคแรกคือเป็นน้ำมันไฮโดรลิคที่มีค่าความหนืดปานกลาง (V.I. – Viscosity Index 160) ทนความร้อนได้ดีและไม่รวมตัวกับอากาศง่าย ทำให้มีอายุการใช้งานได้ยาวนาน สามารถใช้กันตลอดชีพหรือ Lift Time Service ได้เลยสำหรับรถอเมริกันในยุคนั้น ชนิดที่ว่าซีลแคร้งเกียร์อย่างดีและไม่ต้องมีช่องถ่ายน้ำมัน (Drain Plug) กันเลยล่ะ
ผ่านมาถึงยุค 70’s GM อาจเพิ่งนึกได้ จึงเริ่มกำหนดตารางการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ พร้อมกับออก Dexron Type II ATF ซึ่งมีการพัฒนาเพิ่มสารเติมแต่ง (Additive) ใน Dexron II หลายตัวทีเดียว เช่นสารป้องกันน้ำมันเครื่องเป็นฟอง สารป้องกันการกัดกร่อนของโลหะเป็นต้น ขณะเดียวกันยังคงยืนค่า V.I. ไว้สูงสุดที่ 165
ในปี 1994 ก็มี Dexron III ออกมาสู่ตลาด พร้อมกับค่าความหนืดที่สูงถึง V.I 205 แน่นอนว่า GM แนะนำให้ใช้ Dexron III ทดแทน Dexron II และ Dexron (I) ในรถใหญ่ (Full Size) ในเครือของ GM ทั้งหมด เพราะเกียร์อัตโนมัติของรถ Full Size ใช้แผ่นคลัตช์ (Friction Plate) ที่หนาเกิน 3 มิลลิเมตรขึ้นไป
ส่วนในรถขนาดเล็กที่ผลิตก่อนปี 94 ไม่อยู่ในข้อแนะนำให้ใช้ Dexron III เพราะการระบายความร้อนจากการทำงานภายในเกียร์ผ่านออกทาง ATF ที่มี V.I. สูงเกิน 200 นั้น ค่อนข้างช้า อาจทำให้แผ่นคลัตช์เกิดความร้อนสะสมจนในที่สุดเนื้อแผ่นคลัตช์จะไหม้จนหมดความฝืด และจะลื่นหลังจากใช้ Dexron III แทน Dexron II ไปแล้ว 5000 – 10000 กิโลเมตร แล้วแต่ความรุนแรงจะหนักในการใช้งาน ส่วนผลเสียจากการใช้ Dexron III แทน Dexron II ในระยะสั้นนั้นไม่มีอาการเสียหายให้เห็นที่ชัดเจน …
– – – – – – – – –
สรุปคร่าวว่า -DX-II ความหนืดประมาณ 160 -DX-III ความหนืดประมาณ 205 -ไม่แนะนำให้ใช้ทดแทนกันในรถขนาดเล็ก -จะเริ่มออกอาการที่ราว ๆ 5,000-10,000 กม.ไปแล้ว -ยังไม่พบรายงานความเสียหาย เมื่อใช้งานในระยะสั้น 1. แบบที่มีไม้วัดระดับน้ำมันเกียร์auto ใช้น้ำมันATF DEXRON II-D
2. แบบที่ไม่มีไม้วัดระดับน้ำมันเกียร์auto ใช้ น้ำมันATF ของ VW-Audi
ปล. นอกเหนือจากคำตอบด้านบน ท่านเจ้าของรถต้องรับความเสี่ยงด้วยตัวของท่านเองครับ

ref: http://www.vwwatercoolerclub.com/webboard/index.php?topic=1023.0

Older Posts »

หมวดหมู่